VITAMIN SHOP , วิตามิน และ อาหารเสริมVITAMINSHOP
                 Vitamin & Supplement FOR 0 TO 100 YEARS
 
ความรู้เรื่องวิตามิน

: ภาวะผิดปกติของ เบต้าแคโรทีน

 

ภาวะผิดปกติ / ภาวะเป็นโรค ของ เบต้าแคโรทีน

          ปัจจุบันยังไม่พบอาการขาดเบต้าแคโรทีนทางคลินิกในระยะสั้นถ้าบริโภคอาหารที่มีเรตินอลเพียงพอ การศึกษาในผู้หญิงที่กินอาหารซึ่งมีเบต้าแคโรทีนน้อย พบอาการผิวหนังผิดปกติ อย่างไรก็ดีอาการนี้ไม่พบอีกเมื่อทำการศึกษาซ้ำหลังอีก 60วัน ผลของการเพิ่มปริมาณเบต้าแคโรทีนโดยใช้ตัวซี้วัดเป็นantioxidant ขึ้นกับปริมาณเบต้าแคโรทีนที่กิน ถ้ากินเบต้าแคโรทีนจากอาหารน้อยกว่าวันละ 25 มิลลิกรัมพบว่า antioxidant  activity ลดลงน้อยมาก การให้เบต้าแคโรทีนเสริมในกลุ่มคนที่มีภาวะ oxidativestress เช่น สูบบุหรี่ cystic fibrosis มีความสัมพันธ์กับการลดปฏิกริยาเพอร์ออกซิเดซันของไขมัน อีกการศึกษาหนึ่งพบว่า antioxidant activity ดีขึ้นหลังจากเพิ่มปริมาณการกินเบต้าแคโรทีน แต่ถ้าลดปริมาณการกินเบต้าแคโรทีนพบว่ามีการเปลี่ยนแปลงไม่ชัดเจนหรือไม่เปลี่ยนแปลง ผลดีของการเพิ่มการกินเบต้าแคโรทีนจะชัดเจนถ้าร่างกายมีปริมาณเบต้าแคโรทีนที่สะสมไว้ต่ำหรืออยู่ในสภาวะoxidativestress แต่ขณะนี้ยังไม่มีการชี้แนะตัวชี้วัดว่าชนิดใดจะสามารถแสดงภาวะของสหภาพได้ชัดเจน ดังนั้นจึงยังไม่มีข้อมูลพอที่จะพิจารณาระดับความต้องการของเบต้าแคโรทีนได้สำหรับด้านภูมิค้มกันมีผู้ศึกษากันมาก เช่น พบว่าในเด็กที่ขาดวิตามินเอจะมีภูมิคุ้มกันบกพร่องต่อการติดเชื้อ ถ้าเสริมเบต้าแคโรทีนเป็นเวลานานจะช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้แก่ natural killer celบางการศึกษาพบว่าเม็ดเลือดขาวชนิด T-cell helper มีปริมาณและการตอบสนองต่อการติดเชื้อเพิ่มขึ้นการศึกษาทางระบาดวิทยาหลายแห่งแสดงผลว่ากลุ่มคนที่กินผักและผลไม้ที่มีเบต้าแคโรทีนสูงจะลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งปอด ผู้ที่เป็นมะเร็งก็มีระดับเบต้าแคโรทีนและเบต้าแคโรทีนอยด์ตัวอื่นต่ำ เมื่อเทียบกับกลุ่มคนปกติ ระดับการกินเบต้าเบต้าแคโรทีนที่เหมาะสมจากการศึกษาในสหรัฐอเมริกาคือ ประมาณวันละ 4 มิลลิกรัมไลโคพีนซึ่งพบมากในมะเขือเทศ พบว่ามีความสัมพันธ์กับการลดความเสึ่ยงของโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก โดยมีอัตราเสี่ยงน้อยมากถ้ากินมากกว่าวันละ 6.4 มิลลิกรัมโรคหัวใจและหลอดเลือดก็มีผู้ศึกษาความสัมพันธ์กับระดับเบต้าแคโรทีนอยต์ในเลือด การศึกษาส่วนมากรายงานระดับเบต้าแคโรทีนในเลือดของผู้ป่วยน้อยกว่าคนปกติการเสื่อมของตาเนื่องจากสูงอายุ (age-relatedmaculardegeneration) พบว่าถ้ามีแคโรทีนอยด์2 ซนิด คือ ลูทีน และซีแซนทินน้อยจะมีความเสี่ยงในการเป็นโรคนี้ เช่นเดียวกับโรคต้อกระจกก็พบว่าคนที่กินแคโรทีนอยด์ปริมาณมาก หรือมีระดับแคโรทีนอยด์ในเลือดสูงจะมีความเสี่ยงในการเป็นต้อ กระจก ต่ำ


หมวดความรู้:vitamina
 
รวม 333  บทความ : ลง 10/1/2555 11:14:53: แก้ไข : 12/10/2018 11:03:45 PMแก้ไขบทความแก้ไข