VITAMIN SHOP , วิตามิน และ อาหารเสริมVITAMINSHOP
                 Vitamin & Supplement FOR 0 TO 100 YEARS
 
ความรู้เรื่องวิตามิน

: ปริมาณสารอาหารอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวัน

 

ปริมาณสารอาหารอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวัน

Dietary Reference lntakes 

          “ ท่านจะเป็นอย่างไร ก็อยู่ที่ว่าท่านกินอะไร” หรือ“ You are what you eat.” เป็นคำพังเพยที่ถูกต้องที่สุด เริ่มตั้งแต่ทารกในครรภ์มารดา ทารกแรกเกิด ทารก เด็กก่อนวัยเรียน เด็กวัยเรียน ผู้ใหญ่ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ และหญิงให้นมบุตร แต่ละระยะมีความต้องการสารอาหารในจำนวนที่แตกต่างกันตามความจำเป็นและความเหมาะสม เด็กที่ต้องการความเจริญเติบโตย่อมต้องการปริมาณอาหารก หรือกล่าวได้ว่ามีการเคลื่อนไหวร่างกายมากย่อมต้องการอาหารปริมาณมากกว่าผู้ที่ไม่ค่อยมีการเคลื่อนไหวร่างกาย เช่น ผู้ที่ทำงานนั่งโต๊ะเป็นส่วนใหญ่ เป็นต้น ปัญหาทุพโภชนาการด้านการขาดสารอาหาร หรือปัญหาโภชนาการเกิน มาจากการบริโภคอาหารทึ่ไม่เหมาะสม แม้ว่าปัจจุบันปัญหาการขาดพลังงานและโปรตีนอย่างรุนแรงไม่ค่อยเป็นปัญหาของประเทศไทยก็ตาม แต่การขาดพลังงานและโปรตีนชนิดที่ยังไม่ปรากฏอาการทางคลินิกก็ยังคงเป็นปัญหาอยู่ และค่อนข้างจะเป็นปัญหาเรื้อรัง สงผลให้เด็กไทยไม่สูงเท่าที่ควรจะเป็น (นอกเหนือจากเหตุผลทางพันธุกรรม) มีการพัฒนาทางสมองและการเรียนรู้ไม่เต็มตามศักยภาพ อีกด้านหนึ่งคือ ปัญหาโภชนาการเกินเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการกินที่นิยมกินอาหารประเภทไขมัน และคาร์โบไฮเดรตโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ขนมหวาน ลูกอม น้ำอัดลมมากขึ้นกว่าแต่ก่อน ปัญหาร่วมคือ การออกกำลังกายน้อยลง การนิยมนั่งดูโทรทัศน์ เล่นเกมคอมพิวเตอร์มากขึ้น ขณะเดียวกันก็กินขนมกรุบกรอบ ฯลฯ พร้อมกันไปด้วย เหล่านี้ก่อให้เกิดปัญหาเด็กอ้วน ถ้าปัญหารุนแรงมากจะถึงขั้นที่เรียกว่าโรคอ้วน การเป็นคนอ้วนไม่ใช่แต่ส่งผลให้รูปร่างไม่สวยงาม แต่ยังส่งผลต่อพฤติกรรมต่าง ๆ เซ่นการเป็นคนเฉื่อยชา ไม่ว่องไว นอกจากนี้ความอ้วนยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเรื้อรัง และโรคที่เกิดจากความเสื่อม เธ่นโรคเบาหวานโรคความดันโลหิตสูงโรคหัวใจและหลอดเลือดโรคมะเร็งบางชนิดเป็นต้นดังนั้นการแก้ปัญหาระดับบุคคลและระดับชาติ จึงจำเป็นจะต้องมีข้อแนะนำเรื่องการบริโภคอาหารในกลุ่มบุคคล ตามเพศและวัยต่าง า ซึ่งอาจทำได้หลายรูปแบบ แบบหนึ่งที่เป็นรูปธรรมคือ การกำหนดปริมาณสารอาหารอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวันสำหรับคนไทย ข้อมูลเหล่านี้ได้มีการระดมผู้ทรงคุณวุฒิจัดเตรียมและพิมพ์เผยแพร่ครั้งแรกโดยกองโภชนาการ กรมส่งเสริมสาธารณสุข ในปี พ.ศ. 2516ภายใต้ชื่อเรื่อง “สารอาหารที่ควรได้รับประจำวันสำหรับประชากรไทย” ครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ. 2532 โดยคณะกรรมการจัดทำข้อกำหนดสารอาหารประจำวันที่ร่างกายควรได้รับของประชาชนชาวไทย กรมอนามัยกระทรวงสาธารณสุข ในชื่อเรื่อง“ ข้อกำหนดสารอาหารที่ควรได้รับประจำวันและแนวทางการบริโภคอาหารสำหรับคนไทย” ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 ซึ่งดำเนินการจัดทำโดยคณะกรรมการจัดทำข้อกำหนดสารอาหารที่ควรได้รับประจำวันสำหรับคนไทย และพิมพ์เผยแพร่โดย กองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ในปี พ.ศ. 2546 ภายใต้ชื่อเรื่อง “ปริมาณสารอาหารอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวันสำหรับคนไทย พ.ศ. 2546” ตามวิวัฒนาการของการกำหนดความต้องการสารอาหารประจำวันในยุคปัจจุบัน อย่างไรก็ดีการระดมความคิดเห็น ย่อมต้องอาศัยข้อมูลทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ตลอดจนองค์การสากลที่เกี่ยวข้อง ซึ่งรูปแบบของการกำหนดความต้องการสารอาหารประจำวันได้มีการพัฒนาปรับปรุงเรื่อยมา และเห็นควรที่จะบันทึกไว้ ดังนี้การกำหนดความต้องการของสารอาหารที่ควรได้รับประจำวันได้ดำเนินการมานานแล้ว โดยจากความรู้ทางโภชนาการที่มีพอเพียงที่จะนำมาใช้กำหนดมาตรฐานของอาหารตามความต้องการของสารอาหาร (ค.ศ. 192os) ต่อมาในราวปี ค.ศ. 1930 เป็นต้นมาได้มีการดำเนินการเกียวกับบทบาทของสารอาหารในการป้องกันโรคขาดสารอาหาร ประเทศสหรัฐอเมริกา โดย Food and Nutrition Boardcommittee onLife sciences' NationaIACademy ofsciencesได้กำหนด RecommendedDietWAIIOWฉกces (RDAS) ขึ้นเป็นครั้งแรกและตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1941 ในขณะเดียวกันประเทศแคนาดาก็ได้กำหนด Recommended Nutn1ent lntฉkes (RNIS) ขึ้นเเละตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1938 โดย Healthand welfare' canada ซึ่ง RDAS และ RNIS นี้ได้กลายมาเป็น Dietary Reference standards และเป็นเครื่องมือที่จำเป็นในการหารูปแบบการบริโภคอาหารรวมทั้งการวางแผนทางอาหารของประเทศสหรัฐอเมริกาและแคนาดา รวมทั้งประเทศอื่น ๆ ก็ได้นำไปใช้และจัดทำข้อกำหนดสารอาหารที่ควรได้รับประจำวันสาหรับประเทศตนเองขึ้น RDAS ของประเทศสหรัฐอเมริกาได้มีการปรับปรุงทุกห้าปี จนถึงเล่มที่ 10 ซึ่งตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1989ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ข้อแนะนำมีพื้นฐานมาจากการกินอาหารให้เพียงพอที่จะไม่ทำให้เกิดอาการทางคลินิกของโรคขาดสารอาหาร มีการพัฒนาปรับปรุงอย่างต่อเนื่องตามความรู้ใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นการกำหนดสารอาหารที่ควรได้รับประจำวันนี้ได้ทำกันในประเทศต่าง ๆ ระดับภูมิภาค และระดับนานาชาติ(เซ่น FAO/WHO) เพื่อให้เหมาะสมกับประชากรและรูปแบบของอาหารที่แตกต่างกันในระยะปรับปีที่ผ่านมา ความรู้เกี่ยวกับความสำคัญของอาหารต่อการมีสุขภาพดีได้รุดหน้าไปมากบางสารอาหารมีข้อมูลใหม่ที่เกียวข้องกับการลดความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังที่เกิดจากความเสื่อมเมื่อมีอายุสูงขึ้นเซ่น โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคมะเร็งบางชนิด ต้อกระจก กล้ามเนื้อไม่มีแรง กระดูกพรุน ฯลฯ ซึ่งมีความต้องการของสารอาหารทีมากกว่าปริมาณที่แนะนำในปัจจุบัน ดังนั้นจึงเป็นเหตุผลที่เหมาะสมที่จะพิจารณาทบทวนแนวความคิดทั้งหมด และรวมถึงแนวทางสำหรับการหาปริมาณสูงสุดของสารอาหารที่รับได้ในแต่ละวันโดยไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายแนวคิดของปริมาณสารอาหารอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวัน (The Dietary Reference lntakes(DRIS) concept)ปริมาณสารอาหารอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวัน (Dietary Reference lntฉke (DRI)) เป็นค่าอ้างอิงที่เป็นการคาดคะเนทางปริมาณของสารอาหารที่ได้รับประจำวันทีใช้กำหนดแผนฆเละอาหารสำหรับคนปกติที่สุขภาพดีและควรจะช่วยให้แต่ละคนมีสุขภาพดีที่สุดในการป้องกันโรคและหลีกเลี่ยงการได้รับสารอาหารมากเกินไปคาปริมาณสารอาหารอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวัน (DRI) รวมทั้งปริมาณสารอาหารที่ควรได้รับประจำวัน (Recommended Dietary AIIOWance (RDA)) และยังมีค่าอ้างอิงอีก 3 ประเภท คือ ค่าประมาณของความต้องการสารอาหารที่ควรได้รับประจำวัน (Estimated Average Requirement(EAR)) ปริมาณสารอาหารที่พอเพียงในแต่ละวัน (Adequate lntake (AI)) และ ปริมาณสูงสุดของสารอาหารที่รับได้ในแต่ละวัน (Tolerable Upper lntake Level (UL)) ถึงแม้ว่าค่าอ้างอิงจะขึ้นอยูกับข้อมูล แต่บางทีข้อมูลก็มีน้อยหรือได้มาจากการศึกษาซึ่งมีข้อจำกัด ดังนั้นการพิจารณาตัดสินในเชิงวิทยาศาสตร์จึงมีความจำเป็นในการกำหนดความต้องการสารอาหารของร่างกายเป็นปริมาณสารอาหารอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวัน (DRI)ค่าประมาณของความต้องการสารอาหารที่ควรได้รับประจำวัน (Estimated AverageRequirement(EAR))ค่าประมาณของความต้องการสารอาหารที่ควรได้รับประจำวันที่เรียกว่า Estimated AverageRequirement (EAR) นี้ คือ ระดับต่ำสุดของสารอาหารที่ได้รับต่อเนื่องซึ่งทำให้คงภาวะโภชนาการของบุคคลตามตัวซี้วัดเฉพาะซึ่งเพียงพอสำหรับแต่ละบุคคลที่มีสุขภาพดี ค่าประมาณของความต้องการสารอาหารหรือ EAR คือจำนวนสารอาการซึ่งตรงกับความต้องการเป็นจำนวนครึ่งหนึ่งของจำนวนทั้งหมดของผู้ที่มีสุขภาพด ตามอายุ เพศ และวัย (ร้อยละ 50) EAR มิใช่เป็นค่าที่จะนำไปใช้เลย แต่เป็นค่าที่นำไปคำนวณหาค่า RDA ต่อไปปริมาณสารอาหารที่ควรได้รับประจำวัน (Recommended Dietary AIIOWances (RDAS))ปริมาณสารอาหารที่ควรได้รับประจำวัน หรือ Recommended DietฉN AIIOWance (RDA)เป็นค่าเฉลี่ยของสารอาหารที่ควรได้รับประจำวัน ซึ่งตรงกับความต้องการของสารอาหารของคนที่มีสุขภาพดีเกือบทั้งหมด (ร้อยละ 97ิ 98) ของแต่ละเพศ อายุ และวัย หรือภาวะทางสรีรวิทยา เช่น หญิงตั้งครรภ์ และหญิงให้นมบุตร นับเป็นเป้าประสงค์สำหรับการวางแผนอาหารของแต่ละบุคคลเช่นเดียวกับRDA ในเล่มกอน ๆ ทีมีการตีพิมพ์มาแล้วเพื่อให้แน่ใจว่าได้ค่าตรงกับความต้องการของแต่ละบุคคล ได้มีการวัดความเปลี่ยนแปลงรอบEAR ซึ่งปกติจะเป็นค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (standard Deviation (SD)) หรือถ้าข้อมูลไม่เพียงพอ ให้ใช้ค่าสัมประป็ทธิ์ของความเปลี่ยนแปลง (coefficient of variation (cv)) ที่ร้อยละ 10 หรือ15 และคำนวณหาคาทีครอบคลุมการเปลี่ยนแปลงนี้ ดังนั้น RDA มีค่าทางสถิติมากกว่า EW เป็นจานวน2 SD เทียบได้กับค่าความต้องการปกติสำหรับสารอาหารของประชากรเกือบทั้งหมดที่มีการศึกษานั่นคือ RDA มีค่าเท่ากับ EAR + 2 SDถ้าไม่สามารถหาค่า SD ได้ให้ใช้ค่า cv ร้อยละ 10 ดังนั้นค่า RDA มีค่าเท่ากับ 1.2 X EARถ้าให้ cv เป็นร้อยละ 15 ค่า RDA จะเท่ากับ 1.3 X EARปริมาณสารอาหารที่พอเพียงในแต่ละวัน (Adequate lntakes (AIS))สำหรับสารอาหารบางอย่างซึ่งไม่สามารถกำหนดค่า RDA ได้ เพราะไม่สามารถหาข้อมูลเกี่ยวกับค่าประมาณของความต้องการสารอาหาร (EAR) ที่ทำหน้าที่ที่สำคัญสำหรับสุขภาพที่พิจารณาแล้วว่าสำคัญที่สุดได้ อย่างไรก็ดียังมีข้อมูลเพียงพอที่จะช่วยในการกำหนดค่าปริมาณสารอาหารที่ต้องการได้โดยกำหนดเป็นค่าปริมาณสารอาหารที่พอเพียงในแต่ละวัน หรือ Adequate lntake (AI) เมื่อผู้เชี่ยวฯาญเชื่อว่ามีข้อมูลเพียงพอสำหรับความต้องการสารอาหาร โดยนับได้ว่าเป็นข้อมูลเบื้องต้นและยังต้องการการวิจัยเพิ่มเติมก่อนที่จะกำหนดค่า EAR และ RDA ดังนั้นค่า AI จึงเป็นค่าเป้าประสงค์ทีเหมาะสมสำหรับการบริโภคสารอาหารของแต่ละบุคคลด้วยค่า AI เป็นค่าที่มีพื้นฐานจากการสังเกตหรือการหาค่าประมาณการบริโภคสารอาหารของกลุ่มคนที่มีสุขภาพดี และใช้เมื่อไม่สามารถหาค่า RDA ได้ สำหรับทารกค่า AI มักมีพื้นฐานจากคาเฉลี่ยการบริโภคของกลุ่มทารกที่มีสุขภาพดี ตัวอย่างเช่นในทารกอายุ 0-5 เดือน ซึ่งบริโภคน้ำนมแม่เป็นอาหารหลัก เพราะน้ำนมแม่เป็นอาหารอย่างดีที่แนะนำสำหรับทารกวัยนี้ ดังนั้นความต้องการสารอาหารของทารกวัยนี้จึงมีพื้นฐานมาจากค่าเฉลี่ยของสารอาหารที่มีอยู่ในน้ำนมแม่ที่มีสุขภาพดี และเป็นแม่ของทารกคลอดตามกำหนดซึ่งมีสุขภาพดีและดื่มน้ำนมแม่อย่างเดียว สำหรับผู้ใหญ่สารอาหารบางซนิดก็กำหนดเป็นค่า AI ซึ่งค่านี้ได้มาจากค่าเฉลี่ยการบริโภคสารอาหารของบุคคลในกลุ่มอ้างอิงบางกลุ่มที่มีสุขภาพดี สำหรับค่าปริมาณสารอาหารอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวัน (DRI) ที่กำหนดขึ้นในปัจจุบันใช้ค่าAI สำหรับทุกสารอาหารสำหรับทารกจนอายุครบ 1 ปี และสำหรับสารอาหาร แคลเซียม วิตามินดีวิตามินเค ฟลูออไรด์ โครเมียม มังกานีส กรดแพนโทเธนิก ไบโอติน และโคลีน สำหรับบุคคลในทุกวัยค่า AI สำหรับสารอาหารคาดว่ามีค่าสูงกว่า RDA

หมายเหตุสารอาหารที่บริโภคที่มีปริมาณเท่ากับ RDA และ AI ไม่เพียงพอสำหรับผู้ที่มีภาวะทุพโภชนาการด้านการขาดสารอาหาร และค่าเหล่านั้นก็ไม่เหมาะสมกับผู้ที่มีความต้องการสารอาหารเพิ่มขึ้นเนื่องจากโรคบางชนิดปริมาณสูงสุดของสารอาหารทีรับได้ในแต่ละวัน (Tolerable Upper lntake Levels (ULS))ปริมาณสูงสุดของสารอาหารที่รับได้ในแต่ละวัน หรือ Tolerable Upper lntake Level (UL)นี้ เป็นค่าสูงสุดที่บริโภคสารอาหารประจำวันแล้วไม่มีความเส่ยงต่อการมีผลเสียต่อร่างกายของแต่ละบุคคลในประชากรทั่วไป เมื่อการบริโภคสูงกว่าค่า UL ความเสี่ยงต่อการมีผลเสียจะเพิ่มขึ้น คำว่าTolerable lntake ที่ใช้เพื่อหลีกเลี่ยงในการที่จะหมายความถึง possiblebeneficial effect ค่า ULไม่ใชค่าที่แนะนำ เนื่องจากถ้าบริโภคปริมาณสารอาหารสูงกว่าค่า RDA หรือ AI ก็ไม่ได้มีผลดีขึ้นสำหรับผู้ที่มี สุขภาพ ดีค่า UL มีประโยชน์เพราะมีความสนใจเพิ่มมากขึ้นเกี่ยวกับ availability ของอาหารที่มีการเติมสารอาหารและมีการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมากขึ้น ค่า UL มีพื้นฐานของการบริโภคสารอาหารจากอาหารน้ำ และการเติมสารอาหารลงในอาหาร เนื่องจากผลเสยมีความเกี่ยวข้องกับจำนวนที่บริโภคทั้รหมดสำหรับสารอาหารบางชนิดไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะหาค่า UL ซึ่งไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีความเสี่ยงต่อการมีผลเสยเนื่องจากการบริโภคจำนวนมาก ยิ่งข้อมูลเกี่ยวกับการมีผลเสยมีน้อยยิ่งต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษการดำเนินการกำหนดค่าปริมาณสารอาหารอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวัน (DRI)

          การกำหนดค่าปริมาณสารอาหารอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวัน หรือ Dietary Reference lntake(DRI) ซึ่งอาจจะเป็นค่า RDA หรือ AI รวมทั้ง UL นั้น ปัจจุบันประเทศสหรัฐอเมริการ่วมกับประเทศแคนาดาตั้งคณะกรรมการขึ้นหลายซุด และได้ดำเนินการทบทวนปรับปรุงและตพิมพ์ อฆ ออกมาแลวหลายเล่ม เช่นDRI สำหรับแคลเซียม ฟอสฟอรัสแมกนีเซียมวิตามินดี และฟลูออไรด์ ค.ศ. 1997 (พ.ศ. 2540)DRI สำหรับไธอะมิน ไรโบฟลาวิน ไนอะซีน วิตามินบี 6 โฟเลท วิตามินบี 12 กรดแพนโทเธนิกไบโอติน และโคลีน ค.ศ. 2000 (พ.ศ. 2543)DRI สำหรับวิตามินซี วิตามินอี ซีลีเนียม และแคโรทีนอยด์ ค.ศ. 2000 (พ.ศ. 2543)DRI สำหรับวิตามินเอ วิตามินเค อาเUนิก โบรอน โครเมียม ทองแดง ไอโอดีน เหล็ก มังกานีสโมลิบดินัม นิเคิล ซิลิคอน วานาเดียม และสังกะส ค.ศ. 2002 (พ.ศ. 2545)สำหรับองค์การนานาชาติ FAO/WHOได้ดำเน็นการทบทวนปรับปรุงและตีพิมพ์เผยแพร่เช่นกันอนึ่ง สำหรับระดับภูมิภาค ได้มีความร่วมมือของประเทศในแถบภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้ ในการจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ“ southeast Asian RegionaI RDA Harmonization workshopซึ่งมีการประธุมหลายครั้งและจะได้มีการตีพิมพ์ผลงานและเผยแพร่ต่อไปสำหรับประเทศไทยการทบทวนและปรับปรุงความต้องการสารอาหารของคนไทย ครั้งที่ 3 ไดดำเนินการโดยคณะกรรมการจัดทำข้อกำหนดสารอาหารที่ควรได้รับประจำวันสำหรับคนไทย ซึ่ตั้งขึ้นโดยกระทรวงสาธารณสุขเมื่อ วันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2543 และคณะทำงานอีก 10 ชุด ซึ่งประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนมากมาระดมความคิดเห็นและทำงานร่วมกัน การดำเนินการให้แนวทางที่กล่าวมาแล้วข้างต้น และได้มีการพยายามค้นคว้าข้อมูลที่เกี่ยวข้องที่มีผู้ศึกษาไว้ในประเทศไทย ซึ่งพบว่ายังขาดการศึกษาวิจัยอยู่อีกมาก สมควรที่จะได้มีการทำการศึกษาวิจัยร่วมกันและจัดเป็นนโยบายโภชนาการของชาติ เพื่อความสมบูรณ์ของข้อมูลเมื่อจะมีการปรับปรุงอีกในอนาคต “ตารางปริมาณสารอาหารอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวันสำหรับคนไทยพ.ศ. 2546” เสร็จเรียบร้อยและพิมพ์เผยแพร่เมื่อตุลาคมพ.ศ. 2546 ส่วนหนังสือเรื่อง“ปริมาณสารอาหารอ้างอิงที่ควรได้รับประจาวันสำหรับคนไทย พ.ศ. 2546ซึ่งอยู่ในมือท่านขณะนี้ได้แล้วเสร็จด้วยความร่วมมือร่วมใจของกรรมการและผู้เกี่ยวข้องทุกคน คณะผู้จัดทำหวังเป็นอย่างยิ่งว่า หนังสอเลมนี้จะเป็นประโยชน์ต่อนักอาหารและโภชนาการ นักวิชาการ นักศึกษาประชาชน และหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง

 

 

 

 


หมวดความรู้:Iodine
 
รวม 333  บทความ : ลง 13/1/2555 22:21:15: แก้ไข : 12/12/2017 4:03:02 AMแก้ไขบทความแก้ไข