VITAMIN SHOP , วิตามิน และ อาหารเสริมVITAMINSHOP
                 Vitamin & Supplement FOR 0 TO 100 YEARS
 
ความรู้เรื่องวิตามิน

: บทบาทหน้าที่ของวิตามินซี ที่สำคัญ ( 7 ข้อ )

 

บทบาทหน้าที่

วิตามินซีมีหน้าที่ที่สำคัญต่อการทำงานของขบวนการเมตาบอลิสมหลายอย่างเช่น บทบาทในการเป็น cofactor สำคัญในเอนไซม์หลายชนิดที่ใช้ในการสังเคราะห์คอลลาเจน (collagcn) คาร์นิทีน(camitine) และสารเหนี่ยวนำกระแสประสาท (neurotransmitter) นอกจากนี้วิตามินซียังมีบทบาทสำคัญในการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ฯลฯ

1. การสังเคราะห์คอลลาเจน (collagen)

การสังเคราะห์คอลลาเจน จำเป็นต้องอาศัยเอนไซม์ proline hydroxylase และ lysinehydroxylase ซึ่งปฏิกิริยานี้ต้องการวิตามินซีเป็นตัวช่วยเพือทำให้การสังเคราะห์มีความสมบูรณ์ แต่ถ้ามีการขาดวิตามินซีจะมีผลทำให้โครงสร้างของคอลลาเจนเปลี่ยนแปลงไปและเป็นสาเหตุที่ทำให้มีอาการปวดตามข้อกระดูก เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน (connective tissue) มีความผิดปกติ แผลหายช้าลง และถ้ามีอาการรุนแรงจะมีเลือดออกตามไรฟัน ซึ่งเป็นลักษณะอาการของโรคลักปิดลักเปิด

2. การสังเคราะห์คาร์นิทีน (carnitine)

การเผาผลาญกรดไขมันเพื่อให้เกิดพลังงานแก่ร่างกายต้องอาศัยคาร์นิทีน ร่างกายได้รับคาร์นิทินจากอาหาร และจากการสังเคราะห์ขึ้นเองภายในร่างกายจากกรดอะมิโนจำเป็น 2 ชนิดคือไลซีน(lysme)และเมไธโอนีน (methionine) ในขบวนการสังเคราะห์คาร์นิทีนมีปฏิกริยา hydroxylation ของ trimethyllysine และ (Y-wbutyrobetaine ที่ต้องอาศัยวิตามินซี

3. การสังเคราะห์เคททิคอลามีน (catecholamine)

วิตามินซีมีบทบาทจำเป็นในการสังเคราะห์ catecholamine ซึ่งเป็นสารเหนี่ยวนำกระแสประสาทการขาดวิตามินซีมีผลทำให้เกิดภาวะซึมเศร้า และอารมณ์แปรปรวนได้

4. เป็นสารต้านอนุมูลอิสระหรือแอนติออกซิแดนท์ (antioxidant)

วิตามินซีมีบทบาทสำคัญในการขจัดอนุมูลอิสระต่าง ๆทั้งในและนอกเซลล์ ในเซลล์นั้นโดยการทดลองในหลอดทดลอง พบว่าวิตามินซีป้องกันอันตรายจากการทำลายของอนุมูลอิสระต่อโปรตีนคาร์โบไฮเดรต และไขมันในเซลล์รวมทั้งสารพันธุกรรม DNA ด้วย แต่ผลโดยตรงที่เกิดในคนนั้นยังไมชัดเจนบทบาทของวิตามินซีในการขจัดอนุมูลอิสระต่าง ๆ ที่นอกเซลล์นั้นพบว่ามีผลทั้งต่อต้านอนุมูลอิสระและป้องกันการถูกทำลายจากอันมูลอิสระการศึกษาที่ศึกษากันมากคือความสัมพันธ์กับ 1owdensity1ipoprotein (LDL) ในกระแสโลหิต เพราะการเพิ่มขึ้นของ LDL มีผลทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหลอดเลือดตีบและแข็งตัว (atherosclerosis) และโรคหัวใจ การเกิดการเปลี่ยนแปลงของ LDLเกิดขึ้นจากขบวนการเปอร์ออกซิเดชันของกรดไขมันไม่อิ่มตัว (polyunsaturated fatty acidperoxidation) เป็นหลักใหญ่ ทำให้โครงสร้างของ LDL เปลี่ยนแปลง หลังจากนั้นเม็ดเลือดขาวที่เรียกว่า macrophage จะมากินโดยการห่อหุ้มสารที่เกิดจากการที่ LDL ถูกเปอร์ออกซิไดซ์ ทำให้เกิดสารที่มีลักษณะเหมือนสองน้ำ และไปอยู่ที่ชั้น ultimaของเส้นเลือด ต่อมามีการพอกพูนของโคเลสเตอรอล กล้ามเนื้อเรียบ คอลลาเจน ทำให้ผนังเส้นเลือดนูนขึ้นเป็นเหตุให้เกิดหลอดเลือดตีบและแข็งตัว ถ้าเกิดกับเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจจะเป็นอันตรายเพราะเมื่อเส้นเลือดตีบแล้วเกิดการอุดตันโดยกลุ่มของเกร็ดเลือด(platlet)ซึ่งเรียกว่า thrombosis เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจบริเวณนั้นไม่ได้จะเกิดอาการกล้ามเนื้อตายวิตามินซีทำหน้าที่ในการยับยั้งการเปลี่ยนแปลงของ LDL จากขบวนการเปอร์ออกซิเดชันของกรดไขมันไม่อิ่มตัว โดยยับยั้งอนุมูลอิสระที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เป็นน้ำ (aqueous media) นอกจากนี้วิตามินซียังช่วยในการเปลี่ยนวิตามินอีที่ถูกใช้ในขบวนการต่อต้านอนมูลอิสระ (vitamin E radical) กลับเป็นวิตามินอีตามเดิม การต่อต้านการเกิดภาวะหลอดเลือดแข็งของวิตามินซีนั้นอาจเกิดจากการขจัดสารอนุมูลอิสระที่หลุดรอดจากการทำลายของ neutrophil หรือ macrophage ซี่งสารอนุมูลอิสระเหล่านี้อาจทำลายเซลล์เนื้อเยื่อ (supporting tissues) เช่น คอลลาเจน หรือ fibroblasts ได้ ซึ่งขบวนการเหล่านี้เป็นการศึกษาในหลอดทดลอง อย่างไรก็ตามการศีกษาทางระบาดวิทยาของวิตามินซีต่อการเกิดโรคหัวใจนั้นยังไม่ซัดเจน

5. บทบาทในการดูดซึมและเมตาบอลิสมของเหล็ก

วิตามินซีจะช่วยในการดูดซึมเหล็กพวก non-heme iron โดยอาศัยคุณสมบัติในการรีดิวส์(reducing) เปลี่ยนเหล็กที่อยู่ในสภาพ fewic (Fe3+) ให้เป็น fewous (Fe2-) ซึ่งจะทำให้เหล็กดูดซึมที่ลำไส้ได้ดีนอกจากนี้วิตามินซียังมีคุณสมบัติที่สามารถจับธาตุเหล็กไว้เป็นการช่วยเพิ่มการดูดซึมให้ดีขึ้น
6. บทบาทในการป้องกันการเกิดสารไนโตรซามีน (nitrosamine)

การกินอาหารที่มีไนไตรท (nitrite) หรือการกินอาหารที่มีไนเตรท (nhrate) ซึ่งมีปริมาณสูงในผักใบเขียวต่าง ๆ เมื่อถูกย่อยและถูกดูดชึมแล้วจะออกมาในน้ำลาย แบคทีเรียในน้ำลายสามารถเปลี่ยนไนเตรทให้เป็นไนไตรท (nitrite) ซึ่งสารไนไตรท นี้สามารถทำปฏิกิริยากับเอมีนชนิดทุติยภูมิ (secondaryamines) ที่มาจากอาหารประเภทโปรตีน (มีมากเมื่อผ่านขบวนการหมักดองโดยเฉพาะอย่างยิ่งปลา) เกิดเป็นสารก่อมะเร็งไนโตรซามีน (nitrosamine) ปฏิกริยานี้จะเกิดได้ดีเมื่ออาหารถูกกลืนลงกระเพาะเนื่องจากในกระเพาะมีความเป็นกรดที่พอเหมาะถึงแม้ในลำไส้เล็กจะมีความเป็นกลางปฏิกริยานี้ก็เกิดได้เนื่องจากแบคทีเรียในลำไส้สามารถสร้างเอนไซม์เร่งปฏิกิริยานี้ได้ สารไทโอไซยาเนท (thiocyanate) ในน้ำลาย ไม่มากในคนสูบบุหรี่) จะฯ่วยเร่งปฏิกริยาการเกิดไนโตรซามีนได้ดี ขณะเดียวกันวิตามินซีจะช่วยยับยั้งขบวนการสร้างไนโตรซามีนได้บ้าง โดยการที่วิตามินซีจับกับไนไตรทจึงเป็นการช่วยไม่ให้ไนไตรทรวมตัวกับเอมีนชนิดทุติยภูมิวิตามินซีพบในน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร (gastncjuice) มากกว่าในพลาสมาถึง 3 เท่า บทบาทของวิตามินซีในน้ำย่อยนี้ช่วยในการป้องกันมะเร็งในกระเพาะอาหาร มีการศึกษาที่พบว่าการบริโภควิตามินซีในปริมาณที่สูงสามารถลดความเอ่ยงต่อการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหาร โดยวิตามินซีจะกำจัดสารอนุมูลอิสระ หรืออาจป้องกันการสร้างสารประกอบพวก N-nitroso เช่นไนโตรซามีน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง

7. บทบาทต่อภูมิต้านทาน

วิตามินซีมีบทบาทต่อภูมิต้านทานของร่างกายโดยทำงานร่วมกับการทำหน้าที่ของ lymphocyteและ phaGOCytic activity ของ neutrophil ในการกำจัดเชื้อโรคในร่างกาย การศึกษาเรื่องของวิตามินซีกับระบบภูมิต้านทานของร่างกายมักใช้ขนาดของวิตามินซีในปริมาณที่สูง (phamacologic dose) และผลการทดลองสนับสนุนว่าวิตามินซีช่วยเพิ่มภูมิต้านทานของร่างกายได้ แต่ไม่พบการเปลี่ยนแปลงของระบบภูมิต้านทานหลังจากได้รับวิตามินซีเสริม ดังนั้นจึงต้องการข้อมูลงานวิจัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับบทบาทของวิตามินซีต่อการเพิ่มประสิทธิภาพของภูมิต้านทานก่อนที่จะนำไปประยุกต์ใธ้ต่อไป


หมวดความรู้:vitaminc
 
รวม 333  บทความ : ลง 8/1/2555 10:24:29: แก้ไข : 10/17/2017 7:30:42 AMแก้ไขบทความแก้ไข