VITAMIN SHOP , วิตามิน และ อาหารเสริมVITAMINSHOP
                 Vitamin & Supplement FOR 0 TO 100 YEARS
 
ความรู้เรื่องวิตามิน

: ภาวะผิดปกติกรณีขาดวิตามินบี 1

 

ภาวะผิดปกติ/ภาวะเป็นโรค

โรคเหน็บชา

การขาดไธอะมินอย่างรุนแรงจะมีอาการทางคลินิกของโรคเหน็บชาซึ่งมีหลายแบบขึ้นกับอายุและอวัยวะที่ได้รับผลกระทบจากการที่ร่างกายได้รับไธอะมึนไม่เพียงพอ แบ่งออกได้เป็น โรคเหน็บซาในเด็ก (infantile beriberi) และโรคเหน็บชาในผู้ใหญ่ (adult beriberi)

โรคเหน็บชาในเด็ก (infantile bereberi)

พบบ่อยในทารกอายุ 2-3 เตือน มักเป็นในทารกที่ดืมน้ำนมแม่ และแม่กินอาหารที่ขาดวิตามินบี 1 ทารกมักถูกนำมาพบแพทย์ด้วยอาการอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างร่วมกัน เชน หน้าเขียว หอบเหนื่อย ตัวบวม หัวใจเต้นเร็ว หัวใจโต ร้องเสียงแหบหรือไม่มีเสียง อาจตายภายใน 2-3 ชั่วโมง ถ้าไม่ไดรับการรักษาที่ถูกต้อง ในผู้ป่วยที่มีอาการหนักมาก อาจจะฉีดไธอะมิน 25 มิลลิกรัม เข้าเส้นเลือดดำธ้า ๆและตามด้วยอีก 25 มิลลิกรัม ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ หลังจากนั้นควรฉีดไธอะมินให้อีก 20 มิลลิกรัม ทุกวันหรือวันเว้นวันจนกระทั่งอาการสำคัญหายไป ต่อจากนั้นควรให้กินไธอะมิน 10 มิลลิกรัม ทุกวันติดตอกันอีกหลายสัปดาห์ และแม่ควรได้รับการฉีดไธอะมิน 50 มิลลิกรัม เข้ากล้ามเนื้อทุกวันใน 2ึ 3 วันแรก

โรคเหน็บชาในผู้ใหญ่ (adult beriberi)

อาการในเด็กโตหรือผู้ใหญ่ แบ่งได้เป็น 3 แบบ คือ

1. Dry ( paralytic or nervous )beriberi มีอาการชาโดยไม่บวม มักชาปลายมือปลายเท้า กล้ามเนื้อของแขนและขาไม่มีกำลัง อาจทดสอบได้โดยให้ผู้ป่วยนั่งยอง ๆ แล้วลุกขึ้นเอง ผู้ป่วยจะทำ ไม่ ได้

2. wet (cardiac) beriberi นอกจากชาปลายมือปลายเท้าแล้ว ผู้ป่วยจะมีอาการบวมด้วย มีน้ำทิ้งในช่องท้องและซ่องปอด บางรายจะมีอาการหอบเหนื่อย หัวใจโตและเต้นเร็ว หัวใจอาจวายได้ ถ้าไม่ได้รับการรักษาทันท่วงที ผู้ป่วยจะถึงเcก่กรรม

3. wernicke-Korsakoff (cerebral) syndrome พบบ่อยในผู้ป่วยที่เป็นโรคพิษสุราเรื้อรังร่วมด้วย มีอาการทางสมอง 3 อย่างคือ การเคลื่อนไหวของลูกตาทำได้น้อยหรือไม่ได้เลย เดินเซ และมีความผิดปกติทางจิตใจ พวกที่เป็นมากจะมีอาการทางจิตที่เรียกวา Korsakoff spsychosis

การรักษา

ในผู้ใหญ่หรือเด็กโตที่มีอาการของโรคเหน็บชารุนแรง การฉีดไธอะมินในครั้งแรกอาจให้ได้สูงถึง 100 มิลลิกรัมทางเส้นเลือดดำโดยไม่มีอาการเป็}1พิษใด ๆ ผู้ฉีดควรจะพยายามฉีดไธอะมินเข้าเส้นเลือดดำอย่างธ้า ๆ เพื่อให้ได้ผลการรักษาอย่างเต็มที่ในทันที

ปริมาณที่แนะนำให้บริโภค

การเผาผลาญคาร์โบไฮเดรต ไขมันและแอลกอฮอล์ให้เป็นพลังงานนั้นต้องอาศัยไธอะมินไพโรฟอสเฟทเป็นโคเอนไซม์ ดังนั้นร่างกายต้องการไธอะม็นเพิมขึ้นเมื่อมีการใช้พลังงานมากขึ้น จึงมีการกำหนดความต้องการไธอะมินต่อพลังงานที่ได้รับจากอาหาร จากการศึกษาพบว่าผู้ใหญ่ปกติเมื่อได้รับใธอะมินต่ำกว่า 0.16 มิลลิกรัม ต่อพลังงาน 1 000 กิโลแคลอรี จะเกิดอาการคลินิกของโรคเหน็บซา คือตัวรวมและหัวใจล้มเหลว (wet beriberi) และธาปลายมือปลายเท้า (dry beriberi) เมื่ออาสาสมัครได้รับไธอะมินเพิ่มขึ้นเป็น 0.3 มิลลิกรัมต่อพลังงาน 1 000 กิโลแคลอรี อาการคลินิกนั้นจะหายไปรวมทั้งค่าไธอะมินในปัสสาวะและเอนไซม์ transketolase ในเม็ดเลือดแดงจะเพิ่มขึ้นสู่ระดับปกติการกำหนดค่าปริมาณไธอะมินอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวัน (Dietary Reference lntake  DRI) ของประเทศสหรัฐอเมริกาและแคนาดา ปี ค.ศ. 2000 กำหนดจากค่าประมาณของความต้องการไธอะมีนที่ควรได้รับประจำวัน  ซึ่งเท่ากับ 1.0 มิลลิกรัมต่อวันในผู้ชายและ 0.9 มิลลิกรัมต่อวันในผู้หญิง แล้วนำไปคำนวณหาปริมาณไธอะมินที่ควรได้รับประจำวันของกลุ่มอายุต่าง ๆ ตั้งแต่อายุ 1 ปีขึ้นไป สำหรับทารกแรกเกิดถึงอายุ 12 เดือน กำหนดค่าปริมาณไธอะมินอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวัน (DRI) โดยใซ้ค่าปริมาณไธอะมินที่พอเพียงในแต่ละวัน

ดังแสดงไว้ในตารางที่4.1.2

ตารางที่ 4.1.2

 


หมวดความรู้:vitaminb
 
รวม 333  บทความ : ลง 9/1/2555 19:24:28: แก้ไข : 9/24/2018 6:51:21 PMแก้ไขบทความแก้ไข